เมนู

ริ้วรอยบนใบหน้าของคนเรามีหลายแบบด้วยกัน ไม่ใช่ว่าริ้วรอยทุกแบบจะใช้ botu1ium A แก้ไขได้เหมือนกันหมดนะครับ เรามาลองดูกันครับ ว่ามีริ้วรอยแบบไหนบ้าง

แบบที่ 1 คือ รอยที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ  เช่นรอยตีนกา รอยขมวดคิ้ว รอยเหล่านี้จะปรากฎเมื่อตอนคนไข้แสดงสีหน้าหากอยู่เฉยๆก็มองไม่เห็นรอย หากอยู่ในขั้นนี้ สามารถใช้ botu1ium A ในการกำจัดรอยได้  แต่หากทิ้งไว้นานๆ รอยเหล่านี้จะกลายเป็นร่องที่สามารถมองเห็นได้แม้ขณะคนไข้อยู่เฉยๆไม่แสดงสีหน้า หากถึงขั้นนี้แล้ว ฉีด botu1ium A ไปก็จะดูไม่ค่อยเห็นความแตกต่าง หากอยากแก้ไขระยะนี้ต้องใช้ Filler ร่วมกับ botu1ium A จึงจะแก้ไขได้

แบบที่ 2 รอยที่เกิดจาก Volum Loss คือ รอยที่เกิดจากการที่เนื้อเยื่อและโครงสร้างบนใบหน้าเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการที่กระดูกบนใบหน้าบางตัวร่วมกับไขมันชั้นลึกของใบหน้าฝ่อหายไป ส่งผลให้ไขมันชั้นตื้นมีการหย่อนคล้อย และเคลื่อนตัว จึงเกิดการพับซ้อนของเนื้อเยื่อ บริเวณที่พับซ้อนก็จะเกิดรอยหรือร่องให้เราเห็นนั่นเอง ตัวอย่างเช่น รอยบริเวณใต้ตา รอยร่องแก้ม และรอยร่องน้ำหมาก วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือการเติม Filler หรือ ไขมันตนเอง ในบริเวณของไขมันส่วนลึกที่หายไป

แบบที่ 3 รอยที่เกิดจากผิวหนังขาด collagen และelastin ซึ่งทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น  รอยลักษณะนี้ส่วนใหญ่เป็นรอยเล็กๆมักเห็นชัดเวลาที่ผิวมีการขยับ เมื่อนานๆไปจึงจะเป็นร่องลึก มักพบในผู้ที่ผิวแห้ง เช่น ริ้วรอยเล็กๆ ใต้ตา รอยบริเวณมุมปาก หรือรอยที่เกิดจากการนอนกดทับ (sleepy line)  รอยเหล่านี้มักแก้โดยการฉีดโบท๊อกแบบปกติไม่ค่อยหาย ต้องฉีดแบบ Dermolift จึงจะช่วยให้รอยลดลงได้ แต่อาจใช้เวลาไม่นานก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ปัจจุบันวิธีที่แก้รอยพวกนี้ได้ดีที่สุด น่าจะเป็นการใช้ Filler Hyaluronic acid ชนิดพิเศษที่มีโมเลกุลขนาดเล็กมาก ที่เรียกกันว่า Skinbooster เติมเข้าสู่ผิวโดยตรง ซึ่งจะทำให้รอยลดเลือนหายไปเป็นระยะเวลานานหลายเดือน